4 – 5 – 2552
สี่ทุ่มกว่าๆ
เดือน สองเดือน ที่ผ่านมาเราเขียนไดอารี่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
จะว่าขี้เกียจก็ไม่เชิง เพราะก็ไม่ได้เอาเวลาไปทำอะไรไร้สาระแต่อย่างใด
ไม่ทำงานกลับบ้านดึก ก็อ่านหนังสือจนหลับคาหน้าหนังสือไป
ทำไมไม่นึกเขียน ไม่บันทึกอะไรเก็บไว้ก็ไม่รู้แฮะ
จริงๆเริ่มรู้สึกว่าชีวิตคนเราอะไรผ่านมา มันก็จะผ่านไป
จะเก็บ จะจดอะไรไว้ให้มากมายก็ไม่รู้
ที่ผ่านมาจดไว้ก็น้อยครั้งจะเปิดย้อนกลับมาอ่าน
ส่วนมากผ่านสมองแล้วก็เก็บไว้ลึกๆ
จำก็จำ ลืมก็ลืม นึกได้ก็ดี นึกไม่ได้ก็ปล่อยไป
ค้นได้ก็ค้น ค้นไม่ได้ก็ปล่อยไป
เออ คิดแบบนี้นี่เราเข้าข่ายคนเย็นชา ไร้ความละเอียดอ่อน หรือเปล่าเนี่ย ?
พอโตขึ้นเราสนุกยากขึ้น รู้สึกตื่นเต้นยากขึ้น
อาจเป็นเพราะเราเห็นอะไรมาเยอะพอสมควร
แม้ว่าอาจจะไม่มากมาย
แต่อย่างน้อยก็มากกว่าตอนเป็นเด็ก
เราเฉยเมยต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้น
เฉยเมยจนเลยไปถึงรำคาญ
ช่วงนี้บ่นประโยคนี้ในใจบ่อยเหลือเกิน
“ อะไรของมึงเนี้ยยยยย ไอ่... ”
เวลาเจออะไรไม่ถูกใจก็บ่นในใจ
ว่าแต่ว่า นี่หรือคือจิตใจเรา
ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้เจอเพื่อนๆสมัย ม.ปลาย
เราว่าพวกมันยังเหมือนเดิม
แม้ว่าบางคนจะกลายเป็นเสี่ยใหญ่
เป็นหมอ เป็นพนักงานบริษัทใหญ่โต
เวลากลับมาอยู่กับเพื่อนเก่า
มันก็ยังเป็นไอ่เด็ก ม.ปลาย คนนั้นคนเดิม
รวมถึงเราด้วย...
เราว่า ตัวเราน่าจะมีหลายบุคลิก
กับสิ่งแวดล้อมคนละแบบ เราก็จะกลายเป็นคนละคน
แล้วจริงๆแล้ว... เราคือคนไหนกันแน่?
พอเจอเพื่อน
ประโยคคำถามจากปากมันแล้วก็จากปากเราก็จะพ่นออกมาแนวๆเดียวกัน
ทำงานที่ไหน
เป็นยังไงบ้าง
งานหนักไหม
เจ้านายงี่เง่าหรือเปล่า
เงินเดือนเท่าไหร่วะ
เรียนโทยัง
จะแต่งงานเมื่อไหร่วะ
จะมีแฟนเมื่อไหร่เนี่ย ( อันนี้สำหรับคนโสด )
ไอ่....(ชื่อเพื่อนสักคน) มันเป็นยังไงบ้างวะ ได้เจอมันบ้างไหม
ประโยคอื่นผมไม่ว่าอะไรหรอกครับ
แต่ประโยคคำถามที่ว่า จะมีแฟนเมื่อไหร่เนี่ย
มึงจะให้กูตอบยังไง (วะ)
ก็คงอีก 2 เดือนกับ 15 วัน ละมั๊ง
ตอนนี้รอให้ด้ายแดงแห่งพรหมลิขิตนำพาให้มาเจอะกันอยู่ เหรอ?
จะบ้าเร๊อะ !!?
ผมรู้สึกลำบากปากลำบากใจมาก เวลาโดนถามคำถามนี้
( ซึ่งก็โดนถามบ่อยเป็นบ้า เวลาที่มาเจอเพื่อนเนี่ย ช่วงที่นัดเจอกันก็โดนไป 4-5 รอบ )
ก็ได้แต่ยิ้มแหะๆ ตอบไปว่า มันจะมามันก็มาละมั๊ง
พูดตามจริงเรื่องความรัก ถ้าจะมาก็คงมาแบบที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว
( แล้วก็อาจจะจากไปโดยที่เราไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน )
จะวิ่งวุ่นหามันทำไมให้เหนื่อย…